กฎหมายครอบครัวมันเริ่มมีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน
เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องมีครอบครัวหรือมีความเกี่ยวข้องกับ
ครอบครัวกันหมดทุกคน
เช่น คนเราเกิดมาก็ต้องมีพ่อแม่
มีการสมรส , มีการหมั้น , มีการรับรองบุตร ,
มีการทำพินัยกรรม
มีการจัดการมรดก , การปกครองบุตร , ทรัพย์สินระหว่างสามีและภรรยา ฯลฯ

    ดังนั้นเราจึงควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวไว้บ้าง
ถ้าเกิดมีปัญหาจะได้แก้ไขได้ถูกต้อง

เริ่มแรกเราเรามาทำความเข้าใจเรื่อง พ่อ แม่ กับ ลูก กันก่อน
 
ตามกฎหมายแล้วลูกที่เกิดมานั้นถือว่าเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายหญิงเสมอ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1546 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
 “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น” 
 แต่ว่าลูกที่เกิดมานั้นอาจจะไม่ใช่ลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อเสมอไป
เพราะบางทีพ่อกับแม่อาจจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย    

     การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนี้ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายหลายประการ
ทั้งต่อตัวมารดาและบุตรเอง เช่น ในเรื่องอำนาจปกครองบุตร อำนาจการจัดการ
ทรัพย์สินของบุตร การเป็นทายาทโดยธรรมในการรับมรดก เป็นต้น

         “ในกรณีที่บิดาไม่ปรากฏ บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของมารดา”
 หรือหากภายหลังรู้ตัวว่าใครเป็นพ่อของเด็กแล้ว หากเด็กนั้นอายุยังไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์
แม่ของเด็กก็มีสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนเด็ก เพื่อขอให้ฝ่ายชายรับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้
เนื่องจากการเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จะมีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูและ
ได้รับมรดกจากฝ่ายชายผู้เป็นพ่อด้วย แต่ถ้าเด็กอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว
จะต้องฟ้องคดีด้วยตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556

  เมื่อลูกต้องอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของแม่แล้ว แม่ก็ย่อมต้องมีอำนาจที่จะปกครองลูกด้วย
ซึ่งกฎหมายกำหนดอำนาจให้แม่มีสิทธิ 4 ประการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567 ดังนี้ 
1. กำหนดที่อยู่ของบุตร
2. ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
3. ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
4. เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย 
นอกจากหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในระหว่างที่ลูกยังเป็นผู้เยาว์อยู่นั้น แม่ยังต้องดูแล
จัดการในเรื่องทรัพย์สินของลูกด้วย และกฎหมายยังกำหนดด้วยว่า แม่จะต้องจัดการ
ทรัพย์สินนั้นด้วยความระมัดระวัง เช่น วิญญูชนจะพึงทำตาม ป.พ.พ. มาตรา 1571
แต่ถ้ามีพ่ออยู่ด้วยก็ต้องช่วยกันจัดการทรัพย์สินร่วมของลูกด้วยกัน 

อย่างไรก็ตาม การดูแลจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์นี้หากแม่หรือพ่อ
หรือทั้งแม่และพ่อจะทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น ขาย ขายฝาก จำนอง
ให้เช่าที่ดินเกิน 3 ปี ให้กู้ยืมเงิน ให้โดยเสน่หา ประนีประนอมยอมความ
หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยฯ นิติกรรมเหล่านี้จะต้องได้รับ
การอนุญาตจากศาลก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 

อาจมีข้อสงสัยอยู่ว่า ถ้าเกิดแม่ไม่มีอำนาจปกครองบุตร เช่น ถูกถอนอำนาจปกครอง
เนื่องจากความประพฤติไม่เหมาะสม หรือได้หย่าร้างกันและตกลงกันว่าให้ลูกอยู่กับ
ฝ่ายชายอย่างนี้ แม่จะมีสิทธิอย่างไรต่อลูกบ้างหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1 บัญญัติว่า 
“บิดามารดาย่อมมีสิทธิจะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแห่งพฤติการณ์ไม่ว่า
บุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจหรือผู้ปกครองก็ตาม”
 
อำนาจปกครองของแม่ที่มีต่อลูก
ตามกฎหมายนี้ จะหมดสิ้นไปเมื่อลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว
 
ต่อมาเราจะพูดถึงความสัมพันระหว่างสามี กับ ภรรยา ตามกฎหมาย
 
ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยามี ๒ ประการ คือ
๑. ความสัมพันธ์ในการส่วนตัว
๒. ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน

๑. ความสัมพันธ์ในทางส่วนตัว
๑.๑ สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามมาตรา ๑๔๖๑
การช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน หมายถึง การช่วยปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวเพื่อให้ครอบครัวดำรงอยู่ได้ด้วยความผาสุก
การอุปการะเลี้ยงดู หมายถึง การให้สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีพ
 
 
ข้อสังเกต 
(๑) สิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูจะสละหรือโอนไม่ได้และไม่อยู่ในข่ายการบังคับคดี เช่น แม้สามีภริยาทำสัญญาแยกกันอยู่โดยภริยาระบุไม่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี ภริยายังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้
(๒) กรณีบุคคลภายนอกทำละเมิดต่อสามีหรือภริยาได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตาย สามีหรือภริยาอีกฝ่ายย่อมถูกกระทบกระเทือนสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดในค่าสินไหมทดแทน เพื่อการขาดแรงงานและค่าสินไหมทดแทนเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูได้

๒. ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน
 
๒.๑ สัญญาก่อนสมรสในเรื่องทรัพย์สิน
- ก่อนจดทะเบียนสมรส คู่สมรสจะทำสัญญาก่อนสมรสในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นการยกเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๖๕-๑๔๙๓ ก็ได้ ตามมาตรา ๑๔๖๕
- ถ้าได้ทำสัญญาก่อนสมรสยกเว้นไว้ว่าให้สามีมีอำนาจขายที่ดินสินสมรสได้โดยลำพังก็สามารถทำได้
- ต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน ถ้าเป็นการกำหนดว่า “ถ้าชายหญิงหย่าขาดจากกันให้สินสมรสทั้งหมดเป็นของหญิงฝ่ายเดียวโดยชายไม่มีสิทธิได้สินสมรส” สัญญาดังกล่าวก็จะใช้บังคับไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินแต่เป็นเรื่องการแบ่งสินสมรสหลังการหย่า
- ข้อความในสัญญาจะต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือระบุให้ใช้กฎหมายของประเทศอื่นบังคับในเรื่องทรัพย์สิน หากฝ่าฝืนเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๔๖๕ วรรคสอง
- สัญญาก่อนสมรสทำได้แต่เฉพาะเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเท่านั้น จะทำเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินไม่ได้
- การทำสัญญาก่อนสมรสอาจจะดำเนินการได้ดังนี้
(๑) จดแจ้งสัญญาไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรือ 
(๒) ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อย ๒ คน แนบไว้ท้ายทะเบียนสมรส พร้อมทั้งจดไว้ในทะเบียนสมรสในขณะจดทะเบียนสมรสว่ามีสัญญาแนบท้าย
ถ้าไม่ทำตามแบบที่กำหนด สัญญานั้นเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๔๖๖
- การเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสจะทำไม่ได้นอกจากได้รับอนุญาตจากศาล หากฝ่าฝืนก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสัญญาก่อนสมรสนั้นแต่อย่างใด และแม้จะมีข้อตกลงในสัญญาก่อนสมรสโดยชัดแจ้งให้เปลี่ยนแปลงเพิกถอนได้ ข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับไม่ได้เพราะขัดต่อมาตรา ๑๔๖๗
- การเปลี่ยนแปลงสัญญาที่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล จำกัดเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาภายหลังเมื่อทำการสมรสแล้ว ถ้าก่อนการสมรสคู่สมรสต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาลแต่อย่างใด
- ผลสัญญาก่อนสมรสต่อบุคคลภายนอก ให้ถือตามระบบทรัพย์สินของสามีภริยาตามกฎหมายเช่นกรณีปกติตามมาตรา ๑๔๖๘

๒.๒ สัญญาระหว่างสมรสในเรื่องทรัพย์สิน
- การทำสัญญาระหว่างสมรสไม่ได้กำหนดแบบไว้เป็นพิเศษเหมือนกับสัญญาก่อนสมรส
- ห้ามทำสัญญาระหว่างสมรสในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการสินสมรสที่สำคัญที่สามีภริยาจะต้องจัดการร่วมกัน เช่น สามีและภริยาจะทำสัญญาระหว่างสมรสให้ภริยามีอำนาจจำนองที่ดินที่เป็นสินสมรสแต่ผู้เดียวอันแตกต่างจากมาตรา ๑๔๗๖ ไม่ได้ สัญญาดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ เป็นต้น
- สามีหรือภริยาบอกล้างสัญญาได้ แต่จะบอกล้างได้เฉพาะสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น โดยจะต้องบอกล้างในเวลาที่เป็นสามีภริยาหันอยู่หรือภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยทุจริต
- สัญญาที่ไปเกี่ยวกับทรัพย์สินอาจเสื่อมเสียไปด้วยเหตุอื่นตามหลักในสัญญาทั่วไป เช่น เป็นโมฆียะเพราะสำคัญผิด เป็นต้น
- แม้สัญญานั้นจะได้ทำมาเกิน ๑๐ ปีแล้ว สามีหรือภริยาก็ยังมีสิทธิบอกล้างได้ 
- เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สิทธิบอกล้างไม่ตกทอดไปยังทายาทในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของมรดกผู้ตาย ทายาทจึงไม่มีสิทธิบอกล้าง
- ผลของการบอกล้างในระหว่างสามีภริยาทำให้สัญญานั้นสิ้นความผูกพันเสมือนหนึ่งว่าสามีภริยาไม่เคยทำสัญญาไว้ต่อกันเลย จะบังคับกันไม่ได้ถ้าได้มีการโอนทรัพย์สินกันไปแล้วก็ต้องโอนกลับคืน และถ้ามีการจดทะเบียนก็ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนด้วย แต่การบอกนั้นกระทบกระเทือนถึงบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต โดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่

๒.๓ ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา
ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
(๑) สินส่วนตัว (ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง)
(๒) สินสมรส (ทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างคู่สมรสทั้งสองฝ่าย)


๑. สินส่วนตัว (มาตรา ๑๔๗๑)

แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ
๑.๑ ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
- ได้ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ก่อนสมรส แม้จะยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ภายหลังสมรสแล้วก็ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ จึงถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรสจึงเป็นสินส่วนตัว
- ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาร่วมกันก่อนสมรส แม้สมรสแล้วก็ไม่ทำให้เป็นสินสมรสแต่อย่างใด แต่คงเป็นสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่ายในลักษณะกรรมสิทธิ์รวม
- ทรัพย์สินที่คู่สมรสเป็นเจ้าของรวมกับคนอื่นอยู่ก่อนสมรส แม้จะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพย์สินกับเจ้าของรวมคนอื่นในระหว่างสมรสก็ยังคงเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น
๑.๒ ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะหรือเครื่องมือ เครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
๑.๓ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา
๑.๔ ทรัพย์สินที่เป็นของหมั้น
ของแทนสินส่วนตัว
ทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัวนั้น ถ้าได้แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์อย่างอื่นหรือซื้อทรัพย์สินอื่นมาด้วยเงินสินส่วนตัว หรือขายสินส่วนตัวและได้เงินมา ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัวอยู่ตามเดิม
- กรณีที่ทรัพย์สินหายเงินที่มาแทนทรัพย์สินส่วนตัวนี้ถูกนำไปรวมกับสินสมรสแล้วเกิดเป็นทรัพย์สินขึ้นมาใหม่ จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของสามีหรือภริยาตามสัดส่วนของสินส่วนตัวและสินสมรสในทรัพย์สินใหม่นั้น
- สินส่วนตัวถูกทำลายไปทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แล้วได้ทรัพย์สินหรือเงินมาทดแทน ทรัพย์สินอื่นเงินที่ได้มานั้น เป็นสินส่ววตัว

๒. สินสมรส (มาตรา ๑๔๗๔)
แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ
๑. ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
- ทรัพย์สินทั้งหมดที่สามีภริยาแต่ละฝ่ายทำมาหาได้ในระหว่างสมรสเป้นสินสมรสทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าฝ่ายใดได้มีส่วนร่วมในการทำมาหาได้นั้นหรือไม่
- ค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกทำละเมิดแก่ร่างกายหรืออนามัยของคู่สมรส ถ้าหากได้มาระหว่างสมรสถือว่าเป็นสินสมรส แต่ถ้าได้มาหลังจากการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว แม้จะฟ้องคดีไว้ก่อนก็ต้องถือว่าเป็นสินส่วนตัว
- กรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำสัญญาจะซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไว้ก่อนสมรส (กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนทันทีเพราะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่มีผลให้กรรมสิทธิ์โอนทันที) ภายหลังสมรสแล้วจึงมีการโอนกรรมสิทธิ์กัน ดังนี้ ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส
- เงินค่าชดเชย เงินบำนาญที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส
- ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยเงินของตนเองก่อนสมรส แต่ถูกรางวัลเมื่อสมรสแล้ว เงินรางวัลเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรส
๒.๒ ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือการให้เป้นหนังสือ เมื่อพินั